ทำอย่างไรจึงจะอายุยืน

วันที่ 09 มิย. พ.ศ.2563

ทำอย่างไรจึงจะอายุยืน

 

                พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสว่า หากพระองค์ทรงตั้งความปรารถนาแล้วเจริญอิทธิบาท 4 ก็จะสามารถดำรงพระชนม์ชีพได้ถึง1 กัปป์ นี้เป็นเรื่องจริงที่น่าศึกษา

 

 

                  แต่ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ชีวิตคนเราประกอบด้วยกายกับใจ ซึ่งทั้งสองส่วนส่งผลเนื่องถึงกัน เราเองก็คงจะเคยรู้สึกว่า วันไหนที่เราสบายใจ ร่างกายก็กระปรี้กระเปร่า แข็งแรง สดชื่นไปด้วย แต่วันไหนที่รู้สึกหงุดหงิด มีเรื่องกลุ้มใจ กังวลใจ ก็พลอยทำให้ร่างกายอ่อนเปลี้ยเพลียแรงไปด้วย

 

                  ผู้ปฏิบัติสมาธิมักจะมีประสบการณ์ที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ ระหว่างนั่งสมาธิ หากใจนิ่งถูกส่วน กล้ามเนื้อเส้นเอ็นที่เคยเกร็งยืดอยู่จะคลายไปเอง เส้นที่คอ ที่ศีรษะ และส่วนต่างๆ ก็จะคลาย รู้สึกสบาย อาการครั่นเนื้อครั่นตัวก็หายไป เกิดพลังขึ้นมาจากภายใน รู้สึกมั่นคงมั่นใจ เมื่อจะทำสิ่งใดก็ทำได้อย่างดี ใจกับกายเนื่องกันอย่างนี้

 

                  จากพระไตรปิฎก มีเรื่องที่ดูเผิน ๆ แล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่เป็นเรื่องจริงซึ่งถ้าเราไตร่ตรองให้ลึกซึ้งจะเข้าใจ ยกตัวอย่างเช่น มีกล่าวไว้ว่า ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติสามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยไม่หายใจ ซึ่งดูเผิน ๆไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นไปได้ เพราะโดยทั่วไป ถ้าคนเราขาดอาหารในเวลาไม่เกิน 7 วันก็จะเสียชีวิต ถ้าขาดน้ำเพียงวันเดียวก็เสียชีวิต แต่ถ้าขาดอากาศหายใจ แค่ไม่กี่นาทีก็คงจะต้องจากโลกนี้ไป แต่เหตุใดผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติถึง 49 วันจึงอยู่ได้โดยไม่ต้องหายใจ ไม่ต้องรับประทานอาหาร ไม่ต้องดื่มน้ำ ไม่ต้องขับถ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น เพียงแต่เข้าสมาธินิ่งตัดขาดจากการรับรู้ภายนอก ทั้งสัญญา เวทนา ความจำได้หมายรู้ ความรู้สึกต่าง ๆ ภายนอก แต่ทว่าตื่นอยู่ภายใน เอาใจดิ่งเข้ากลางของกลางที่ศูนย์กลางกายเรื่อยไป นี่คือการเข้านิโรธสมาบัติ หรือที่ เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธะ

 

                 เรื่องราวเหล่านี้ดูเผิน ๆ เหมือนเป็นเรื่องไม่น่าเชื่อ แต่ถ้าเราศึกษาต่อไปอีกนิด เราจะเข้าใจกลไกการเกิดพลังงาน ซึ่งมีอยู่ 3 อย่างคือ

 

 

1. พลังงานจากปฏิกิริยาทางชีววิทยา

                   เช่น เมื่อเรากินอาหารและดื่มน้ำเข้าไปร่างกายก็จะย่อยสารอาหารจากแป้งเป็นน้ำตาล จากนั้นน้ำตาลจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจนได้เป็นคาร์บอนไดออกไซด์กับน้ำ พร้อมทั้งปลดปล่อยพลังงานออกมาด้วย คาร์บอนไดออกไซด์ระบายออกทางการหายใจ แล้วเราก็สูดหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปใหม่ เพื่อไปทำปฏิกิริยาสันดาปกับน้ำตาล ได้พลังงานออกมาอีก นี่คือพลังงานที่ได้จากปฏิกิริยาทางชีววิทยา

 

2. พลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมี

                  เช่น เมื่อเราก่อไฟ ด้วยการจุดไฟเผาฟืน เราก็ได้พลังงาน รถยนต์วิ่งได้โดยใช้พลังงานจากการเผาผลาญน้ำมัน เหล่านี้ถือว่าเป็นพลังงานจากปฏิกิริยาทางเคมี คือ ออกซิเจนในอากาศมาสันดาปกับเชื้อเพลิงเช่นน้ำมัน ฟืน ถ่านหรือแก๊ส แล้วให้พลังงานออกมา ซึ่งนัยหนึ่งก็มีส่วนคล้ายกับปฏิกิริยาทางชีววิทยาเพียงแต่ปฏิกิริยาทางชีววิทยาเป็นกลไกในสรีระของสิ่งมีชีวิต

 

3. พลังงานจากปฏิกิริยาทางฟิสิกส์

                 หรือปฏิกิริยานิวเคลียร์ คือพลังงานที่ได้จากการเปลี่ยนมวลสารเป็นพลังงานตามสมการE-mc2 ของไอน์สไตน์ จากมวลสารเพียงแค่นิดเดียวเท่าเส้นขน จะให้พลังงานมหาศาลชนิดที่คน ๆ หนึ่งสามารถอยู่ได้ทั้งชาติโดยไม่ต้องทานข้าวเลยก็ได้ เพราะเทียบแล้วยังมากกว่าพลังงานจากข้าวสารนับหมื่นกระสอบเสียอีก

 

                  สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมจนถึงขั้นสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้ ย่อมสามารถควบคุมกลไกการสันดาปภายในได้ทั้งหมด ดังนั้น อย่าว่าแต่ไม่ได้รับประทานอาหาร 49 วันเลย แม้ 49 ปี ก็ยังอยู่ได้เพราะเปลี่ยนแค่มวลสารเพียงนิดเดียวในร่างกายก็กลายเป็นพลังงานมหาศาลแล้ว

 

                   เมื่อพิจารณาตามนี้ ย่อมเห็นความเป็นไปได้เชิงวิทยาศาสตร์ เพียงแต่ว่าในทางวิทยาศาสตร์นั้นถ้าจะผลิตพลังงานจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ จะต้องสร้างเตาปฏิกรณ์ปรมาณู ใช้เทคโนโลยีและงบประมาณมหาศาล แต่ถ้าเป็นวิทยาศาสตร์ทางใจ ก็ไม่ต้องใช้เตาปฏิกรณ์ปรมาณู แต่ให้ใช้ใจเป็นตัวควบคุม วิทยาศาสตร์ทางใจมีความละเอียดลึกซึ้งอย่างนี้

 

 

                 สำหรับคำถามที่ว่า หยุดหายใจแล้วอยู่ได้อย่างไร ที่จริงแล้วเมื่อใจนิ่งสนิทถึงจุดหนึ่ง จะสามารถควบคุมเมตาโบลิซึม หรือกระบวนการเผาผลาญอาหาร ในร่างกายได้ ถ้าจะเปรียบให้พอเข้าใจ ก็คงคล้ายภาวะกบจำศีล กบจำศีลคราวละ 6 เดือน โดยอยู่นิ่ง ๆ กึ่งหยุดหายใจหัวใจเต้นช้ามากแต่ก็มีชีวิตอยู่ได้เพราะเมตาโบลิซึมต่ำมาก ส่วนนิโรธสมาบัติ จะมีความนิ่งยิ่งกว่านั้นมากนัก เพียงแค่ออกซิเจนที่ซึมผ่านเข้าทางผิวหนัง ก็เพียงพอให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้

 

                   ดังนั้นในกรณีของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากมีผู้ทูลอาราธนาให้ดำรงพระชนม์อยู่ต่อ ขอเพียงพระองค์ตั้งความปรารถนา แล้วเจริญอิทธิบาท 4 พระองค์ก็ย่อมจะทรงพระชนม์อยู่ได้ถึง 1 กัปป์

 

                    อิทธิบาท 4 เมื่อแปลตามศัพท์ คำว่า อิทธิแปลว่าฤทธิ์ บาทแปลว่าทางไป อิทธิบาทจึงหมายความว่า ทางไปสู่ความเป็นผู้มีฤทธิ์ นั่นเอง อิทธิบาทมี 4 ข้อคือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสาหากต้องการความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นงานทางโลกหรืองานทางธรรม

 

                   หรือปรารถนาจะมีฤทธิ์ในรูปแบบใดก็ตาม ถ้ามีอิทธิบาท 4 ก็สามารถสำเร็จได้ทั้งสิ้น ถ้าพระพุทธองค์ทรงมีฉันทะ คือมีความปรารถนาที่จะดำรงพระชนม์อยู่ พระองค์ย่อมมีวิริยะ คือประคองความเพียร เป็นวิริยะสมาธิ ทั้งมีจิตตะ คือใจจดจ่อ นิ่งแน่วแน่ ก็จะเกิดวิมังสา คือปัญญากระจ่างแจ้งขึ้นมาภายใน ว่าทำอย่างไรจึงจะดำรงพระชนม์ชีพให้อยู่ได้ถึง 1 กัปป์ ก็จะทรงดำเนินจิตไปตามนั้น

 

                 ขณะเดียวกัน ถ้าพิจารณาในแง่ของสรีระร่างกาย ในระดับเซลล์ ขณะที่ใจจดจ่อนิ่งอยู่นั้น ร่างกายก็จะเกิดการผลัดเซลล์ โดยขจัดเซลล์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือมีสารพิษออกไป แล้วสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ขึ้นมาทดแทน ซึ่งสิ่งเหล่านี้กำหนดได้ด้วยใจที่หยุดนิ่งนั่นเอง

 

                ถ้าหากจะอธิบายในเชิงธรรมปฏิบัติก็คือ คนเราเกิดมาล้วนมีดวงเกิด ดวงแก่ดวงเจ็บ ดวงตาย ซ้อนกันอยู่ช้างในที่ศูนย์กลางกายเมื่ออายุมากขึ้น สีของดวงแก่ก็จะเริ่มเข้มขึ้น

 

 

                   ส่วนดวงเจ็บนั้นถ้าสีเข้มขึ้นเมื่อไรก็แสดงว่าป่วย และเมื่อสีของดวงแก่ ดวงเจ็บ เข้มจนถึงระดับหนึ่ง สีของดวงตายก็จะเข้มขึ้น พอแสดงอานุภาพเต็มที่คนนั้นก็จะหมดอายุขัย แล้วก็จากโลกนี้ไป แต่สำหรับผู้ที่ปฏิบัติธรรมเจริญอิทธิบาท 4 แล้ว จะสามารถคลายวงจรของดวงแก่ ดวงเจ็บ ดวงตายได้ สีที่จะเข้มขึ้นก็จะจางไป มีความสุขสดชื่นได้ตลอด

 

                  สำหรับพวกเราถึงแม้ว่าเรายังไม่สามารถเจริญนิโรธสมาบัติได้ แต่ถ้าเราตั้งใจปฏิบัติธรรมปรับใจให้นิ่ง ทำใจให้หยุดที่ศูนย์กลางกาย แล้วปรับสมดุลระหว่างกายกับใจให้ดี เราจะพบว่า สุขภาพร่างกายของเราจะดีมีความสดชื่น สามารถดำเนินชีวิตทุกวันได้อย่างมีความสุข แม้วันเวลาผ่านไปบุญบารมีในตัวเราก็เพิ่มพูนขึ้นทุกนาที ผู้มีอายุยืนต้องเป็นอยู่อย่างนี้จึงจะได้ชื่อว่ามีชีวิตที่ทรงคุณค่า

เจริญพร

 Total Execution Time: 0.007767383257548 Mins