เรื่องสุขใจจากการใหั

วันที่ 07 ตค. พ.ศ.2562

เรื่องสุขใจจากการใหั

         เรื่องนี้ไม่ได้เกิดกับข้าพเจ้าโดยตรง แต่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวของป้าข้าพเจ้าในสมัยเมื่อกำลังอยู่ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง  ป้าของข้าพเจ้าเผาถ่านขาย มีเงินทองเก็บไว้มาก จึงถูกปล้นบ้าน ลุงเขย
ของข้าพเจ้าหนีลงจากบ้านไปทันจึงรอดตายส่วนป้าถูกยิงบาดเจ็บ แต่ท่านทำเป็นนอนนิ่งเงียบ โจรนึกว่าตายแล้วจึงช่วยกันขนทรัพย์สินในบ้านลงเรือหนีไป


ขณะที่ป้าทำเป็นนอนตาย ป้าก็หรี่ตามองจำหน้าคนร้ายได้หมดทุกคน หลังจากเกิดเหตุ ตำรวจมาซักถามปากคำจึงทราบว่าคนร้ายทั้งหมดเป็นคนหมู่บ้านอื่น ในสมัยนั้นการปราบปรามกระทำกันอย่างเด็ดขาด โจร
ไม่ยอมให้จับโดยดี ตำรวจจึงยิงตายหมดทุกรายไป

 

ที่สะเทือนใจข้าพเจ้ามากคือแม่พาข้าพเจ้าไปเยี่ยมป้าที่นอนเจ็บ  ข้าพเจ้ารู้สึกเสียใจ โกรธแค้นโจร มันเอาสิ่งของในบ้านแล้วยังไม่พอ  เจ้าของบ้านก็ไม่ได้ต่อสู้ ยังทำร้ายร่างกายกันอีก เวลานั้นข้าพเจ้ามีอายุราวๆ ๘ ขวบ คิดอยากเป็นตำรวจขึ้นมาทันที จะยิงคนร้ายพวกนี้ให้ตายจนหมดโลกไปเลย ตอนไปเยี่ยมยังไม่รู้ว่าตำรวจตามคนร้ายพบ ภายหลังทราบเรื่องจึงค่อยสบายใจ แต่ก็เจ็บแค้นอาฆาตพยาบาทอยู่หลายเดือน

 

แม้โตขึ้นก็ยังจำความเจ็บช้ำน้ำใจเหล่านั้นได้ ใครที่ถูกทำร้าย  รังแกจะด้วยทรัพย์สินหรือร่างกายก็ตามคงจะมีความโกรธเคืองในทำนองเดียวกันนี้ คนที่ประกอบกรรมชั่วดังที่กล่าวไว้จึงเท่ากับผู้นั้นก่อเวรภัยใส่ตนเอง จะถูกจองเวรผูกพยาบาทจากผู้คนที่ตนทำร้ายรังแกส่วนหนึ่ง  อีกส่วนหนึ่งก็จะต้องรับผลของกรรมที่ตนก่อไว้ รวมเป็นหนี้เวร สองอย่างดังนี้


เพราะตนเองเคยได้รับความสะเทือนใจจากผู้คนที่ประพฤติผิดศีลข้อที่สองนี้ คือนำเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่อนุญาตไปเป็นของตน ข้าพเจ้าจึงมีความเห็นอกเห็นใจผู้ที่สูญเสียทรัพย์สินไปเพราะถูกลักขโมย จี้ปล้น
เป็นที่สุด โดยเฉพาะถ้าเป็นเรื่องเกิดขึ้นกับเด็กๆ ด้วยแล้วก็จะเห็นใจเป็นพิเศษ เพราะเด็กเป็นผู้เยาว์ จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ ยังมองโลกในแง่ดีงาม

 

เมื่อต้องพบแต่ความเลวของคนมากเข้าๆ จิตใจของเด็กจะกลายเป็นหยาบกระด้างขึ้นเรื่อยๆ คุณภาพของจิตใจจะหมดลงทุกวันไป ตรงข้าม  ถ้าเขาได้พบน้ำใจดีงามของผู้ใหญ่ จิตใจเขาก็จะเปี่ยมด้วยคุณธรรมต่างๆ
ขึ้นมาเองอย่างไม่รู้ตัว

 

ครั้งหนึ่งข้าพเจ้าไปจ่ายตลาดที่ตลาดเทเวศน์ เห็นเด็กผู้หญิงขายผักอายุประมาณ ๑๒ ปีคนหนึ่งร้องไห้โฮ ขึ้นมาลั่นตลาด เสียงพวกแม่ค้าที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็พูดวิพากษ์วิจารณ์กันว่า
"แหม หน้าตาดีๆ มายืนต่อราคาผัก เราก็ไม่มีใครเฉลียวใจ  เอาสตางค์ของอีนังนี่ไปหมดทั้งกระป๋องเลย พวกเราช่วยกันจำหน้าไว้  พลัดมาอีกต้องช่วยกันบอกตำรวจป้อมยามจับตัวไปให้เข็ด คนอะไรกันวะ  ทำเด็กได้ลงคอ เฮ้ย มึงมีเงินอยู่เท่าไรฮะ ในกระป๋องนั่นน่ะ"
"เพิ่งขายได้ ๒๐ กว่าบาทจ้ะป้า" เด็กตอบไปร้องไห้สะอึกสะอื้นไป

 

"ตายจริง ตั้งยี่สิบกว่าเชียวรึ มึงตายแน่วันนี้ แม่มึงดุยังกะเสือ  เงินหายตั้งยี่สิบ มึงโดนตีเนื้อแตกแน่" คนยิ่งพูด เด็กก็ยิ่งร้องโฮ ดังลั่น หนักเข้าไปอีก คงนึกถึงรสไม้เรียวของแม่  เงินยี่สิบบาทสมัยเมื่อก๋วยเตี๋ยวชามละ ๑ บาท ข้าวแกงจานละ  ๕๐ ตางค์บ้าง ๑ บาทบ้าง ก็เท่ากับเงินเป็นร้อยในสมัยนี้
 

ข้าพเจ้ามองหน้าเด็ก ตัวผอมเกร็ง ผิวดำคล้ำ ลักษณะบอกว่า  อยู่ในครอบครัวที่หาเช้ากินค่ำ ผักที่เอามาขายมีอย่างละเล็กละน้อย ยังกับไปเหมาเศษผักที่ไหนมากองขาย กองละ ๑ สลึงบ้าง ๕๐ สตางค์บ้าง  ไม่เกินกว่านั้น คนที่แอบยกเอากระป๋องใส่สตางค์ของเด็กไปนี่ก็นับว่า  จิตใจเหี้ยมเกรียมดีแท้ เสียงเด็กรำพันไปร้องไป
 

"ป้าแจ่ม ช่วยเป็นพยานให้หนูทีนะ บอกแม่ว่าขโมยมันเอาเงินขายผักหนูไป"
"เออ ข้าน่ะเป็นพยานได้ แต่แม่เอ็ง ใครๆ เขาก็รู้สันดานมันดี  มันขี้งกยังกะอะไร มันจะยอมยกโทษให้เอ็งง่ายๆ เรอะ ข้ากลัวแต่มันจะหาว่าเอ็งไม่ดูแลให้ดี ประมาทสะเพร่า แล้วก็หาเรื่องหวดก้นเอ็งแน่"


คนตอบก็ช่างกระไร ไม่มีให้กำลังใจเลย เด็กเลยยิ่งร้องไห้หนักขึ้นทุกที  เวลานั้นข้าพเจ้ามีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้อย่างสบายเป็น  ข้าราชการชั้นโท เงินยี่สิบบาทนี่ ความจริงสามารถจ่ายตลาดเลี้ยงคนใน
บ้านที่มีกันอยู่ ๘ คนได้ทั้งวันอย่างพอเพียง ข้าพเจ้าหยุดคิดชั่งใจ..


ความจริงก็ไม่ใช่เรื่องอะไรของเรา ไม่เห็นต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องชาวบ้านเค้า ใครจะขโมยใคร ใครจะตีกะใคร เราก็ไม่ไปได้ไปเสียอะไร  กะเค้านี่ จ่ายตลาดแล้วก็รีบกลับไปทำกับข้าวกินก็หมดเรื่อง..
อีกใจก็เถียงว่า ..เพราะคิดชุ่ยๆ อย่างนี้น่ะซี ผู้คนจึงขาดน้ำใจ  ขาดความเมตตาอารีกัน แม่ค้าพวกนี้ดีแต่เห็นใจด้วยปาก ไม่ลงมือ  ช่วยเหลือเด็กเลย มีกันอยู่ตั้ง ๕-๖ เจ้า ช่วยเด็กคนละ ๒-๓ บาท ให้แม่เด็กเห็นน้ำใจ แม่ก็คงไม่กล้าตีลูก ไม่อย่างนั้นแม่คงจะตีลูกประชดเพื่อนแม่ค้าด้วยกันก็ได้ อยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มจะช่วยมองให้เด็กบ้างก็ไม่มี


นี่นะ.. ช่วยเด็กเถอะน่า ตัวเองก็จะได้กลับไปบ้านอย่างสบายใจ เพราะทำกุศล ปลอบขวัญปลอบใจเด็กแล้ว ยังเป็นตัวอย่างให้พวกแม่ค้าพวกนี้รู้จักคิดว่าควรจะมีการให้กันบ้าง ไม่ใช่วันหนึ่งๆ คิดแต่เรื่องจะเอา จะเอา เอากำไรท่าเดียว  ความคิดหลังนี้ชนะจิตใจข้าพเจ้า

 

เหตุผลที่สำคัญคือความเห็นใจเด็ก แม่เคยเป็นที่พึ่งของลูก แต่วันนี้ลูกจะถูกแม่นั่นแหละตีด้วยอารมณ์แม่ค้า อยากแต่จะเอาเปรียบ ไม่ยอมขาดทุน ลูกก็ต้องถูกตีแน่  พึ่งแม่ไม่ได้ ลูกจะพึ่งใครได้ในโลกนี้ ชั่วชีวิตของข้าพเจ้าเมื่ออยู่กับพ่อแม่นั้น ข้าพเจ้าอบอุ่นใจเสมอ ไม่ว่าความผิดเล็กหรือใหญ่ข้าพเจ้ามักได้รับการให้อภัย
 

 

นึกถึงเมื่อครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าไปอาศัยบ้านญาติอยู่ที่บ้านดอน  อำเภอโพธาราม ในระยะสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อเรียนหนังสือชั้นมัธยมนั้น ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ตักน้ำจากบ่อลึกถึง ๘ เมตร ใช้ถังผูกเชือกห้อยลงไปแกว่งให้น้ำเข้าถังแล้วดึงขึ้นมา เวลานั้นข้าพเจ้ามีอายุขนาดเด็กขายผักนี่เอง ต้องตักน้ำรดผักถึงวันละ ๔๐ กระป๋อง ตักใช้ในบ้านอีกต่างหาก

 

ถึงคราวเคราะห์เชือกขาด กระป๋องใบหนึ่งจมน้ำลงไปก้นบ่อ  เมื่อเล่าให้ญาติผู้ใหญ่ที่อาศัยอยู่ด้วยฟังกลับถูกกล่าวหาว่า  เกียจคร้าน ไม่อยากหาบน้ำรดผักจึงแกล้งทำกระป๋องจมน้ำ ถ้าคิดว่าข้าพเจ้าแกล้งอย่างนั้นเป็นความผิด จะลงโทษเฆี่ยนตีข้าพเจ้าคงไม่เสียใจมาก นี่เขาไม่ตีแต่เดินด่าประจานทั่วหมู่บ้านว่าข้าพเจ้าเป็นเด็กเจ้าเล่ห์  เสียงด่าให้บ้านโน้นฟัง แล้วก็ย้ายมาว่าให้บ้านนี้ฟัง หลายบ้านเข้าจนคนฟังทนไม่ไหว

 

มีชายหนุ่มใหญ่คนหนึ่งไม่พูดอะไร เดินไปที่บ่อน้ำ  ใช้เชือกโรยตัวลงไปในบ่อ งมกระป๋องใบนั้นขึ้นมาให้ข้าพเจ้า นึกถึงเรื่องนี้ทีไรไม่เคยลืมบุญคุณท่านผู้นั้นเลย เมื่อโตขึ้นมีฐานะดีกลับไปเยี่ยมเยียน ปรากฏว่าท่านตายไปหลายปีแล้ว
 

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังถูกผู้ปกครองดุด่าว่ากล่าวประจานไปหัวบ้านท้ายบ้านนั่นเอง ข้าพเจ้ารู้สึกว้าเหว่จับใจ ไม่มีที่พึ่ง พ่อแม่ก็อยู่คนละอำเภอ ไม่มีหนทางไปหาท่าน การรู้สึกว่าไร้ที่พึ่งในเวลาคับขันนั้น  ใครไม่เคยพบกับตนเองจะคิดไม่ออกว่าเป็นอย่างไร
 

ความเห็นใจเด็กเพราะนึกเทียบกับความรู้สึกของตนเองในสมัยอายุเท่ากัน ทำให้ข้าพเจ้าตัดความเสียดายเงินออกจากใจได้ เดินตรงเข้าไปพูดว่า
"มีคนใจร้ายมันขโมยกระป๋องสตางค์ของหนูไปหรือจ๊ะ หมดไปเท่าไหร่ล่ะ"
เมื่อเด็กพยักหน้ารับ พร้อมกับสะอึกสะอื้นตอบว่า "ยี่สิบกว่าบาทจ้ะ"


ข้าพเจ้าจึงดึงธนบัตรใบละยี่สิบบาทออกจากระเป๋าสตางค์ยื่นให้พูดกับเด็กว่า
"นี่น้าให้หนู เงียบเถอะ หยุดร้องไห้แล้วตั้งใจขายใหม่นะ   หนูร้องอย่างนี้ไม่มีคนกล้ามาซื้อ เดี๋ยวเค้าไปซื้อเจ้าอื่นหมด ตั้งใจให้ดี  ไม่เสียใจแล้ว น้าให้เงินแทนที่หายไปแล้ว"

 

เมื่อข้าพเจ้าเห็นเด็กเงียบเสียงร้องแล้วกำลังเช็ดน้ำตาง่วนอยู่  จึงกวาดตามองเหล่าแม่ค้าที่อยู่โดยรอบ ทุกคนมองข้าพเจ้าเป็นตาเดียวกัน  เงียบเหมือนเห็นเรื่องประหลาด ข้าพเจ้าจึงพูดกับพวกเขาทุกคนว่า
"นี่นะคุณนะ ฉันขอฝากเด็กคนนี้กับพวกคุณด้วย ฉันอยู่พูดกับแม่ของเด็กไม่ได้ จะต้องรีบไปทำกับข้าว คุณช่วยพูดกับแม่ของเด็กแทนหน่อย บอกเค้าว่ามีผู้หญิงคนนึงให้เงินลูกเค้าแทนเงินที่หายไป ผู้หญิงคนนั้นเค้าฝากขอร้องไว้ไม่ให้ตีลูก"


ไม่มีใครรับปาก เพราะคงมัวตกตะลึง เพราะเห็นเขานั่งบ้าง ยืนบ้างนิ่งอยู่ในท่าเดียว แต่แววตาของทุกคนตอบรับแทนคำพูด  ข้าพเจ้าเห็นแค่นั้นก็พอใจแล้ว ยิ้มให้ทุกคน หันไปปลอบเด็กอีกครั้ง  แล้วก็เดินจากมาด้วยความสบายใจ ไม่นึกเลย เสียเงินไปเพียง ๒๐ บาท  สบายใจถึงเพียงนี้


เล่ามาถึงแค่นี้แล้ว ก็ขอต่ออีกสักนิด เมื่อข้าพเจ้าทำกุศลกรรมให้ทานเด็กครั้งนั้น ไม่ได้คิดถึงสิ่งตอบแทนใดๆ เจตนาดีต่อเด็กจริงๆ  นึกไม่ถึงว่านับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ข้าพเจ้าจะแวะซื้อผักแม่ค้าเจ้าใดที่เห็นเหตุการณ์วันนั้น ข้าพเจ้าจะซื้อได้ถูกเหมือนได้เปล่า ยิ่งร้านของเด็กคนนั้นก็ยิ่งแทบจะไม่เอาเงินจากข้าพเจ้าเลย ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ จึงย้ายไปซื้อทางหัวตลาดแทน
 

 

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ข้าพเจ้าชื่นใจไม่มีวันลืม ขณะเล่าเรื่องอยู่นี้ก็ยังนึกภาพได้ นับจากวันนั้น แววตาของเด็กคนที่เล่านี้ ครั้งใดที่พบเห็นข้าพเจ้า เป็นแววตาที่แสดงความรัก ความดีใจ อบอุ่นใจ ประกายตา  ของเธอทำให้ข้าพเจ้าสุขใจทุกครั้งที่พบกัน เราจะทักทายกันอยู่เสมอ  จนกระทั่งข้าพเจ้าจากไปอยู่กับบิดาในต่างจังหวัด นี่ผ่านไปยี่สิบปีเศษแล้ว  ถ้าเห็นกันก็คงจะจำไม่ได้


ข้าพเจ้านำมาเล่าไว้ในที่นี้ ให้เห็นถึงความโลภของคนเราเป็นความโลภในทางที่ผิด เมื่อต้องการทรัพย์ก็หาเอาในทางทุจริต ไม่นึกถึงทุกข์ยากที่ตนทำให้ผู้อื่น มักง่ายเอาแต่ประโยชน์ของตนฝ่ายเดียว  คนพวกนี้ใจดำ

 

บางครั้งข้าพเจ้าเคยอ่านพบข่าวคนบางคนไปกู้เงินมาลงทุนทำมาหากิน มาระหว่างทางถูกล้วงกระเป๋าไปจนหมด ทำกินก็ไม่ได้  ลูกก็ไม่มีกิน เข้าตาจนกระทั่งผูกคอตาย  คนที่ล้วงกระเป๋าคนอื่นไปนั้นจะรู้ถึงความทุกข์ยากของเจ้าของ  ทรัพย์หรือเปล่า บางคนพ่อแม่ป่วย เงินนั้นต้องเป็นค่ายา ค่ารักษาพยาบาล  ค่าเล่าเรียนลูก ค่าส่งหนี้สิน ฯลฯ  ส่วนคนล้วงไม่มีความจำเป็นถึงขนาดนั้น
 

ส่วนใหญ่เอาไปใช้ด้วยเรื่องฟุ่มเฟือยเที่ยวเตร่ เสเพล เล่นการพนัน  เพราะถือว่าเงินได้มาง่าย  ทรัพย์สินที่ได้มาจากความทุกข์ยากเดือดร้อนของผู้อื่นสิ่งนั้น   เป็นของมีมลทินไม่บริสุทธิ์ เป็นเงินบาป นำไปทำสิ่งใด อำนาจบาปนั้นก็ตามไปให้ผล ไม่มีทางเจริญรุ่งเรือง เอาไปเลี้ยงตนเองก็ได้ร่างกายที่ไม่สมบูรณ์แข็งแรง เอาไปเลี้ยงลูกเต้าเหล่าบริวารก็ไม่มีใครอยู่ในโอวาท  เอาไปทำสิ่งใดสิ่งนั้นก็จะมีวิบัติติดตามอยู่ร่ำไป นี่เป็นผลในปัจจุบัน  ทันตาเห็น ตัวของตัวเองก็จะคอยเดือดร้อนไม่สบายใจ ในการกระทำของตนอยู่เสมอ นับถือตนเองไม่ได้ เป็นตัวอย่างต่อลูกหลานไม่ได้  ในปัจจุบันก็เป็นทุกข์ มีแต่กระแสใจของเจ้าของทรัพย์ตามสาปแช่ง
ตายแล้วก็ต้องไปสู่อบายภูมิอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

 

จากหนังสือ จากความทรงจำ2

อุบาสิกาถวิล วัติรางกูล

ชื่อเรื่องเดิม เด็กขายผัก